ชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดี กับงานค้นคว้าเรื่องคนไท

รัศมี  ชูทรงเดช[1]

Click here to Download Document file

 บทนำ

การสืบค้นและสืบสาวความเป็นมาเรื่องของ “คน” ที่อยู่ในดินแดนประเทศไทยโดยชาวไทยและต่างประเทศนั้นมีมาแล้วกว่าศตวรรษ

มีความพยายามเสาะหาถิ่นกำเนิดเดิมของคนไทย และการอพยพเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยปัจจุบัน (เช่น ธีรพันธุ์ ล. ทองคำ ๒๕๔๑, ประเสริฐ  ณ นคร ๒๕๓๐: ๒-๙)   ในปัจจุบันช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐-๒๕๔๐  มีโครงการวิจัยหลายโครงการที่ค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจังครอบคลุมประเด็นทางประวัติศาสตร์  มานุษยวิทยา  ภาษาศาสตร์  พันธุศาสตร์
มีผลงานตีพิมพ์ที่เป็นหนังสือและบทความเป็นจำนวนมาก ได้ขยายพรมแดนความรู้ไทศึกษาอย่างลุ่มลึกและกว้างขวางกว่าเดิม  เช่น โครงการศึกษาชนชาติไท  มหาวิทยาลัยพายัพ (รัตนาพร เศรษฐกุลและเบ็ญจา  อ่อมท้วม ๒๕๓๖)  โครงการวิจัยเรื่องการศึกษาเปรียบเทียบวัฒนธรรมประเพณีไทย-จ้วง มหาวิทยาลัยศิลปากร (มหาวิทยาลัยศิลปากรและสถาบันวิจัยชนชาติส่วนน้อยในกวางสี ๒๕๓๙, สุจิตต์  วงษ์เทศ ๒๕๓๗) โครงการวิจัยประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมชนชาติไท (ฉัตรทิพย์  นาถสุภา ๒๕๔๐) โครงการประมวลองค์ความรู้เรื่องการประเมินสถานภาพไทศึกษา (ธีรพันธุ์ ล. ทองคำและคณะ ๒๕๔๑, รัศมี  ชูทรงเดช และอมรา  ศรีสุชาติ ๒๕๔๑)  โครงการวิจัยเกี่ยวกับชนชาติไท  สถาบันไทยคดีศึกษา  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (สุมิตร ปิติพัฒน์และเสมอชัย  พูลสุวรรณ ๒๕๔๓)  โครงการวิจัย ประวัติศาสตร์ไป่เยว่: การสืบสานเชิงมานุษยวิทยา (ชลธิรา  สัตยวัฒนา ๒๕๔๔)  เป็นต้น

หลักฐานทางโบราณคดีเป็นข้อมูลที่สำคัญประเภทหนึ่งที่ใช้ในการตรวจสอบเรื่องคนไทย (สุด  แสงวิเชียร ๒๕๒๖, สุจิตต์  วงษ์เทศ ๒๕๓๗)  ศาสตราจารย์ชิน  อยู่ดี เป็นผู้หนึ่งที่ให้ความสนใจค้นคว้าเรื่องราวของคนไทย ท่านได้เขียนบทความจากการสำรวจภาคสนามของกลุ่มชาติพันธุ์ชองที่จังหวัดจันทบุรี (ชิน อยู่ดี ๒๕๒๙) และแปลบทความงานศึกษาเรื่องคนชวงในมลฑลกวางซี ประเทศจีน (ชิน  อยู่ดี ๒๕๑๑ก, ๒๕๑๑ข)  และมีงานค้นคว้าเรื่องกลองมโหระทึกสำริด ที่ศึกษาเปรียบเทียบกับกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่ใช้กลองมโหระทึกสำริด  (ชิน  อยู่ดี ๒๕๒๙)  ผลงานของอาจารย์ที่เกี่ยวกับชาติพันธุ์วิทยาและคนไทย เป็นองค์ความรู้ที่กระตุ้นและจุดประกายให้นักโบราณคดีและนักวิชาการรุ่นหลังค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ต่อยอดจากงานของอาจารย์มาจนถึงปัจจุบัน

บทความนี้  ผู้เขียนนำเสนอ ๒  ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องชาติพันธุ์วิทยาและคนไทยโดยศาสตราจารย์ชิน  อยู่ดี   คือ ๑)  งานค้นคว้าด้านชาติพันธุ์วิทยาของศาสตราจารย์ชิน  อยู่ดี   และ  ๒) วิเคราะห์สถานภาพของการศึกษาเรื่องคนไท  จากแง่มุมทางชาติพันธุ์วิทยาและชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดี

 คำนิยาม

          ผู้เขียนขอให้คำจำกัดความและความหมายของคำต่อไปนี้  เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

ชาติพันธุ์วิทยา (Ethnology)  เป็นวิชาหนึ่งของมานุษยวิทยาที่เปรียบเทียบวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มสังคม   เพื่อสร้างทฤษฏีที่อธิบายสังคมและวัฒนธรรมของมนุษย์ว่ามีลักษณะที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร  (Rewfrew and Bahn 2012: 578)

ชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดี (Ethnoarchaeology)  หมายถึง  นักโบราณคดีศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลชาติพันธุ์วรรณนาของคนที่ในปัจจุบันหลายๆ กลุ่มคน/สังคม  หรือศึกษาเฉพาะกลุ่มสังคมเฉพาะปัจจุบันสำหรับการสืบค้นทางโบราณคดี  โดยนักโบราณคดีลงไปสังเกตการณ์ด้วยตนเองและอยู่ร่วมกันกับกลุ่มคน/สังคมที่เข้าไปศึกษา  เพื่อเปรียบเทียบลักษณะร่วมและแตกต่างทางวัฒนธรรม    และเพื่อใช้ในการทำความเข้าเข้าใจพฤติกรรรม  และสร้างข้อสมมติฐาน  โมเดล ในการทำนายและตีความหลักฐานทางโบราณคดี โดยศึกษาร่องรอยของวัตถุทางวัฒนธรรมของกลุ่มคนหรือกลุ่มสังคมปัจจุบัน  เพื่อใช้ในการสืบสร้างวิถีชีวิตของคนในอดีตผ่านวัตถุหรือนามธรรม (Rewfrew and Bahn 2012: 578)

*สำหรับในประเทศไทยศาสตราจารย์ ดร. สุรินทร์  ภู่ขจร  เป็นนักโบราณคดีไทยคนแรกที่ใช้คำศัพท์“Ethnoarchaeology”  และใช้คำนิยามภาษาไทยว่า “ชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี”(สุรินทร์  ภู่ขจร ๒๕๓๑)


ศาสตราจารย์ชิน  อยู่ดี กับงานค้นคว้าด้านชาติพันธุ์วิทยา

          ศาสตราจารย์ชิน  อยู่ดี  เป็นนักโบราณคดีไทยคนแรกที่เริ่มศึกษาข้อมูลทางด้านชาติพันธุ์   เพื่อสืบค้นว่าเกี่ยวข้องกับ “เผ่าไทย” หรือ “คนไทย”  ที่อยู่บนดินแดนประเทศไทยในปัจจุบัน  ผลงานที่เขียนมี ๓ ชิ้น  เป็นรายงาน ๑ บท และบทแปล ๒  บทคือรายงานเรื่องเผ่าชองเสนอหัวหน้ากองโบราณคดี  และบทแปลเรื่องมูลกำเนิดคนชวง  และมูลกำเนิดคนไทย (ชิน  อยู่ดี ๒๕๒๙: ๑๔๘-๑๕๗)

งานค้นคว้าเรื่องคนชอง มีมูลเหตุจากการได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมศิลปากรให้ติดตามข่าวว่าเผ่าชองที่จังหวัดจันทบุรี  เป็น “เผ่าไทยเก่าสาขาหนึ่ง”  เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๑ ศาสตราจารย์ชิน  อยู่ดี  และนายยอช  คองโดมินาส   นักชาติพันธุ์วิทยาชาวฝรั่งเศสที่ค้นคว้าเรื่องคนไทยในเวียดนาม  ได้ร่วมเดินทางไปสำรวจกับอาจารย์ที่อำเภอมะขาม  จังหวัดจันทบุรี  ซึ่งก่อนออกสำรวจและเมื่อกลับจากภาคสนาม  อาจารย์ได้ประมวลและรวบรวมวรรณกรรมว่ามีคนไทยและต่างชาติที่เคยศึกษาเกี่ยวกับเผ่าชอง พบว่าคนชองอาศัยอยู่ในจังหวัดจันทบุรี  ตราด  และกาญจนบุรี   สิ่งที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่มคือภาษาชอง  ที่มีรากภาษาในตระกูลมอญ-เขมร  อาจารย์เปรียบเทียบคำหลักกับภาษาเขมรปัจจุบัน  อาจารย์สันนิษฐานว่าคนชองมีเชื้อสายนิกริโกพิจารณาจากผิวดำ  ผมหยิก  (ชิน  อยู่ดี ๒๕๒๙: ๑๔๘-๑๕๕)

บทแปลเรื่องมูลกำเนิดของคนชวง (ปัจจุบันนักวิชาการเรียกและสะกดคำว่า “จ้วง”)  แปลจากงานของบาทหลวง ปรินซตัน ซุง-ฉี-ชู  ในปีพ.ศ. ๒๕๑๑  เนื่องจากได้พบกับบาทหลวงคนนี้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร  และทราบประวัติว่าท่านมีบิดาเป็นคนจีนและมารดาเป็นคนไทชวงที่เมืองไทย  ท่านอุทิศตนค้นคว้าเกี่ยวกับชนชาติไทยอยู่ ๒๐ ปี   อาจารย์ชินเลยขออนุญาตแปลบทความ ๒ เรื่องคือมูลกำเนิดของคนชวง  และมูลกำเนิดของคนไทย  พงศาวดารทั่วไปของกวางซีกล่าวว่าชื่อ “ชวง”  หมายถึง การกระทำที่ไม่เหนี่ยวรั้ง   ประชากรส่วนใหญ่ของคนชวงอาศัยอยู่กันเป็นกลุ่มที่มลฑลกวางสี  บางส่วนกระจายอยู่ในมลฑลกวางตุ้ง ไกวเจา มลฑลฮูนาน และภาคตะวันออกของมลฑลยูนนาน   คนชวงมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และมีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตที่ใกล้ชิดกับคนไทย  แคว้นแรกของชวงชื่อแคว้นฉาง-วู (Tsang-Wu)  มีอายุประมาณ ๔๐๐๐ ปีมาแล้ว  สืบทอดมาจนกระทั่งจีนเหนือเริ่มแผ่อำนาจเข้ามาเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ ๔ ก่อน ค.ศ.    คนชวงส่วนหนึ่งก็กลายเป็นจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่น  และอีกกลุ่มอพยพลงมาทางใต้และตะวันตกเข้าสู่อินโดจีน  อีกกลุ่มที่ไม่ได้ไปอินโดจีนก็เรียกกันว่า “ชวง-กูลาว”  หรือ “ชวง”  คนชวงมีความเกี่ยวพันกับแม้ว  เย้า  ตานและมลายูบาทหลวงปรินซตัน ซุง-ฉี-ชู  เชื่อว่ากลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้มีถิ่นเดิมอยู่ในประเทศจีนตะวันออกและตอนใต้  บาทหลวงใช้วิธีการสืบค้นจากการศึกษาเปรียบเทียบศัพท์พื้นฐานของภาษาชวง (ชิน  อยู่ดี ๒๕๑๑ก)

และบทแปลเรื่องมูลกำเนิดของคนไทย  มีสาระสำคัญคือคนไทยเกี่ยวพันทางสายโลหิตกับคนชวงใน มลฑลกวางซี  ประเทศจีน  บรรพบุรุษของไทยและชวงเป็นชนเผ่าฉาง-งะ  ที่อยู่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน  เมื่อ ๕๐๐๐ ปีมาแล้วชนเผ่านี้เป็นเจ้าของแผ่นดินจีน    เมื่อ ๓๐๐ ปีก่อนค.ศ พระเจ้าจีนซีหว่างตี้ทรงเข้าตีภาคใต้ของประเทศจีนและผนวกชนเผ่าฉาง-งะเข้ากับประเทศจัน  ประชาชนส่วนหนึ่งกลายเป็นคนจีน  และอีกส่วนอพยพไปอยู่ที่มลฑลกวางตุ้งและกวางซี  ซึ่งกลายเป็นบรรพบุรุษของคนชวงและไทย   ไทยใหญ่ก็เป็นเชื้อสายของชนเผ่าแคว้นฉาง-วู (คำแปลอย่างง่ายๆ ของคำว่า ฉาง-งะ) ที่เคลื่อนย้ายมาสู่อินโดจีน  บรรพบุรุษของไทยส่วนใหญ่  เรียกว่าสยามใต้ได้มีการอพยพครั้งใหญ่ในช่วงสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ้อง  ไทยน้อยในประเทศไทยมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่กวางตุ้งและกวางซี  เนื่องจากปรากฏหลักฐานของคำชวงและไทยอยู่หลายคำในภาษาถิ่นกวางตุ้ง   โดยสรุปบรรพบุรุษของคนชวง  ไทย  ตาน  มลายูและเผ่าเล็กๆ อื่นๆในภาคใต้ของประเทศจีน คือจีนรุ่นเก่าที่อยู่ในจีนภาคใต้และภาคตะวันออก  บาทหลวงใช้วิธีการสืบค้นประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ (ชิน  อยู่ดี ๒๕๑๑ข)

ผลงาน ๓ บทแม้ว่าอาจารย์ชินจะไม่ได้ทำการศึกษาค้นคว้าต่อและตรวจสอบหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนชองและจ้วงกับคนไทยปัจจุบัน  แต่ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจเกี่ยวกับที่มาของคนไทย  และความสัมพันธ์ของกลุ่มคนที่อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับคนไทย  ข้อมูลและวิธีการค้นคว้าของอาจารย์เป็นพื้นฐานให้นักโบราณคดีและนักวิชาการรุ่นหลังได้ต่อยอดในเวลาต่อมา

       สายงานที่เกี่ยวข้องกับโบราณคดีคือพิพิธภัณฑสถาน เป็นหน่วยงานที่สานต่องานด้านชาติพันธุ์วิทยาที่อาจารย์ชินได้ค้นคว้าไว้เมื่อรับราชการที่กรมศิลปากร   ปัจจุบันกรมศิลปากรมีนโยบายการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานชาติพันธุ์ในประเทศไทย  ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินงาน  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหลายแห่งมีนิทรรศการเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่อาศัยอยู่ในภูมิภาค  ภัณฑารักษ์จึงต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ในภูมิภาคนั้นๆ และรวบรวมสิ่งของที่เป็นตัวแทนวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มเพื่อนำมาจัดแสดง เช่นเครื่องแต่งกาย  เครื่องจักสาน  บ้านเรือน ความเชื่อ  เป็นต้น  ก่อนที่วัฒนธรรมเหล่านี้จะสูญหายไปเนื่องจากกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน หรือมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอื่นๆ เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านที่มีการตีพิมพ์ผลงานการค้นคว้าของผู้ช่วยศาสตราจารย์ชนัญ  วงษ์วิภาค (๒๕๓๐)  อาจารย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยา  คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากรขณะนั้น  เรื่องชาวน่าน  เนื่องในโอกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  น่าน  อาจารย์ชนัญ  วงษ์วิภาคได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในน่านปัจจุบัน คือคนเมือง ลื้อ  ถิ่น ขมุ  ม้ง เมี้ยน  และผีตองเหลือง เป็นต้น  ผู้เขียนคิดว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับงานพิพิธภัณฑสถานของประเทศไทยซึ่งสอดคล้องกับกระแสของสังคมที่ให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย  และการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่น  แม้ว่าจะใช้เวลากว่าสองทศวรรษที่จะมีการดำเนินงานอย่างจริงจังก็ตาม

สำหรับงานโบราณคดี   เป็นที่น่าแปลกใจที่งานค้นคว้าชาติพันธุ์วิทยาของศาสตราจารย์ชิน  อยู่ดี  ไม่ได้มีอิทธิพลต่อนักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยารุ่นหลังดั่งเช่นงานค้นคว้าด้านโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์   สำหรับนักโบราณคดีมีเพียงศาสตราจารย์ ดร. สุรินทร์  ภู่ขจรที่ได้สืบทอดการทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง ในแง่ของงานชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี อาจารย์สุรินทร์เน้นการวิจัยกลุ่มสังคมล่าสัตว์และคนกลุ่มน้อยมากกว่าที่เรื่องคนไทย  (ดูในหัวข้อชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี)  ขณะที่งานค้นคว้าของอาจารย์ชินกลับมีอิทธิพลสูงต่อนักโบราณคดีนอกระบบและนักเขียนแห่งสำนักศิลปวัฒนธรรม  สุจิตต์ วงษ์เทศ (๒๕๓๗)  ที่ทำการค้นคว้าและเขียนงานเกี่ยวกับเรื่องของ “คนไทย” อย่างต่อเนื่อง  งานของสุจิตต์  วงษ์เทศได้แก่ คนไทยอยู่ที่นี่ (๒๕๒๙)  คนไทยอยู่ที่ไหนบ้าง (๒๕๓๐)   คนไทยอยู่ที่นี่  อยู่ที่อุษาคเนย์ (๒๕๓๗) และงานที่เขียนร่วมกับศรีศักร  วัลลิโภดมเรื่อง ไทยน้อย  ไทยใหญ่  ไทยสยาม (๒๕๓๔)  ซึ่งสุจิตต์พยายามเชื่อมโยงหลักฐานทางโบราณคดีกับหลักฐานทางภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์ในการอธิบายที่มาของคนไทยและความเป็นไทยที่เกิดจากการผสมผสานของคนหลากหลายชาติพันธุ์และวัฒนธรรมตั้งแต่อดีต

งานวิจัยชิ้นสำคัญที่มีการค้นคว้าต่อจากอาจารย์ชินคือการศึกษาเปรียบเทียบวัฒนธรรมประเพณีไทย-จ้วง โดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยศิลปากร  ระหว่างพ.ศ. ๒๕๓๓-๒๕๓๗ มีคุณหญิงไขศรี  ศรีอรุณเป็นหัวหน้าโครงการฯ (ศรีศักร  วัลลิโภดม และปราณี  วงษ์เทศ ๒๕๓๖,  สุจิตต์  วงษ์เทศ ๒๕๓๗) (ดูในหัวข้อสถานภาพการศึกษาเรื่อง “คนไทย”)

 

ชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดี กับสถานภาพการศึกษาเรื่อง “คนไทย”

สำหรับการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดีนั้น  แม้ไม่มีความชัดเจนว่างานของศาสตราจารย์ชิน  อยู่ดีมีอิทธิพลต่อการพัฒนาของงานด้านนี้ในแวดวงของโบราณคดีไทย  ในที่นี้ผู้เขียนจะขอแยกอภิปราย ๒ ประเด็น คือ ๑. การทำงานด้านชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดีในประเทศไทย  และ ๒. การค้นคว้าเกี่ยวกับคนไทยโดยนักโบราณคดี

๑. การทำงานด้านชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดีในประเทศไทย 

นอกเหนือจากงานที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น  อาจารย์ชินยังได้ค้นคว้าและประมวลความรู้เรื่องกลองมโหระทึกดองซอนในหนังสือสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย (ชิน  อยู่ดี ๒๕๑๐: ๖๐-๗๗)  กลองมโหระทึกเป็นโบราณวัตถุชิ้นเด่นในยุคโลหะ  มีอายุระหว่าง ๕๐๐ ปีก่อนค.ศ. ถึง ๑๐๐ ปีก่อนค.ศ. หรือราวพุทธศตวรรษที่ ๑-๕  สรุปว่ากลองมโหระทึกแพร่กระจายตั้งแต่ประเทศมองโกเลียมาที่แหลมอินโดจีน  ประเทศไทยและหมู่เกาะอินโดนีเซีย  และมีประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการทำกลองมโหระทึกสืบเนื่องมากว่า ๑๐๐๐ ปีก่อนค.ศ.  จดหมายเหตุจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นกล่าวว่ากลองมโหระทึกเป็นของพวกม่าน  อยู่ในตอนใต้ของประเทศจีน  มีกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่ใช้กลองมโหระทึก  ได้แก่ปยูในพม่า  มวงในเวียดนาม  กะเหรี่ยงในพม่าและประเทศไทย  ข่าละเม็ดในประเทศลาว  และได้ศึกษาวิธีการทำกลองมโหระทึกในพม่า  สำหรับเจ้าของวัฒนธรรมดองซอน  มีข้อสันนิษฐานว่าเป็นพวกมาเลย์รุ่นที่ ๒ (Deutero-Malays) หรืออินโดนีเซีย หรือพาเรเอิน (Pareoean) รวมถึงพม่า  อาระกัน  มอญ  เขมร  และจาม   เชื่อกันว่าอพยพมาจากภาคตะวันตกของประเทศจีนแล้วลงไปทางใต้ผ่านแหลมมลายูไปยังหมู่เกาะต่างๆ  และอีกพวกคือโล  หรือโลเหยอะ (Lo-yueh)  ในอาณาจักรน่านเหยอะ (นัมเวียด) อยู่ในภาคใต้ของจีน  คนพวกนี้เป็นบรรพบุรุษของญวน  ต่อมาอาณาจักรน่านเหยอะตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีนในช่วง ๑๑๑ ปีก่อนค.ศ.  จดหมายเหตุจีนกล่าวว่าชนพื้นเมืองเดิมอยู่ที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงในอาณาจักรน่านเหยอะมีคนญวน ได้รับอิทธิพลจีนมาก และคนมวงได้รับอิทธิพลจีนน้อยมากและผสมกับคนไทย    กลองมโหระทึกสำริดเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้อ้างว่าเป็นลักษณะร่วมทางวัฒนธรรมของคนไทย (ดูหัวข้อถัดไป)  งานชิ้นนี้เป็นงานที่มียังมีคุณค่าและถูกอ้างอิงโดยนักโบราณคดีมากที่สุดจนถึงปัจจุบัน  เนื่องจากอาจารย์ได้ทำการค้นคว้าจากหนังสือหลายเล่มและสังเคราะห์เป็นประเด็นในเรื่องของที่มาและเจ้าของกลองมโหระทึก  การแพร่กระจาย  เทคนิคการทำ  และการบรรยายรูปแบบของลวดลายตกแต่งบนกลองอย่างละเอียด

นักโบราณคดี-ภัณฑารักษ์ที่สืบทอดการค้นคว้าเรื่องกลองมโหระทึกต่อมาคือเมธินี  จิระวัฒนา  (๒๕๔๖: ๑๕-๒๗) ได้รวบรวมความรู้เกี่ยวกับกลองมโหระทึกในประเทศไทย โดยประมวลข้อมูลจากงานเรื่องวัฒนธรรมดองซอนของศาสตราจารย์ชิน  อยู่ดี เป็นแนวทางหลัก และสังเคราะห์ร่วมกับงานของนักวิชาการอื่นๆ แม้ว่าเมธินีไม่ได้ทำการสำรวจภาคสนามในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ  และตรวจสอบตามข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการกระจายของกลองมโหระทึกเกี่ยวข้องกับการอพยพจากจีนลงสู่หมู่เกาะเอเซียตะวันออกเฉียงใต้   เพียงแต่ได้รวบรวมข้อมูลการใช้กลองมโหระทึกจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ  ที่เพิ่มเติมงานของอาจารย์ชิน และไม่ได้สรุปว่ากลองมโหระทึกมีความเกี่ยวข้องกับคนไทโดยตรง  เพราะไม่ใช่ประเด็นของการศึกษาของเมธินี  ซึ่งเน้นการศึกษาเชิงพรรณนาเกี่ยวกับรูปแบบและลวดลายของกลองมโหระทึกที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและสมบัติสะสมของเอกชน  ดังนั้นแม้งานชิ้นนี้จึงเป็นการศึกษาเรื่องกลองมโหระทึกสำริดที่พบในประเทศไทยค่อนข้างละเอียดและสมบูรณ์ที่สุดนับจากที่อาจารย์ชินได้รวบรวมไว้  แต่ไม่ได้เป็นงานวิจัยที่เกี่ยวกับการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี

นักโบราณคดีที่บุกเบิกและทำงานชาติพันธุ์โบราณคดีอย่างจริงจังต่อมาคือ ศาสตราจารย์สุรินทร์  ภู่ขจร  งานวิจัยที่โดดเด่นและสำคัญของอาจารย์สุรินทร์คือการศึกษากลุ่มมลาบรี (ผีตองเหลือง)  ในจังหวัดน่าน (๒๕๓๑) และมานิ (ซาไก) ในจังหวัดตรัง  (๒๕๓๔)   ผู้เขียนคิดว่าอาจารย์สุรินทร์  ภู่ขจรได้รับอิทธิพลทางความคิดเกี่ยวกับชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดีจากการไปศึกษาต่อระดับปริญญาโททางด้านมานุษยวิทยา (โบราณคดี) ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย  ประเทศสหรัฐอเมริกา  ช่วงที่อาจารย์สุรินทร์ไปเรียนระหว่างปีพ.ศ. ๒๕๒๕-๒๗  มีวิชาชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดีสอนในวิชาแกนที่เกี่ยวกับแนวคิดทฤษฏี  ซึ่งนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาจะต้องเรียนเป็นวิชาบังคับ   ชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดีเป็นเครื่องมือทางความคิดที่พัฒนาขึ้นโดยลิววิส  บินฟอร์ด (Binford 1978)  นักโบราณคดีกระบวนการ (Processual archaeology) ในระหว่างค.ศ. ๑๙๗๐ เพื่อใช้ในการอธิบายพฤติกรรมของคนในอดีตและคาดการณ์ร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดี   โครงการวิจัยเรื่องชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี (The Ethnoarchaeological Research Project) เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาของโครงการสำรวจและขุดค้นวัฒนธรรมโหบินเนียน (The Hoabinnian Research Project)  ซึ่งได้ดำเนินงานระหว่างปีพ.ศ. ๒๕๒๐-๒๕๓๘  งานวิจัยของอาจารย์สุรินทร์มีวัตถุประสงค์จะศึกษารูปแบบวิถีชีวิตการดำรงชีพของคนที่หาอาหารตามธรรมชาติเพื่ออธิบายหลักฐานของวัฒนธรรมโหบินเนียน  ซึ่งเป็นวัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์  โดยช่วงแรกศึกษากลุ่มมลาบรีตรวจสอบร่วมกับหลักฐานทางโบราณคดีในจังหวัดกาญจนบุรี  และช่วงที่ ๒ ศึกษากลุ่มซาไกเพื่อตรวจสอบกับหลักฐานที่ได้จากการขุดค้นจากจังหวัดกระบี่และตรัง

อาจกล่าวได้ว่างานวิจัยของศาสตราจารย์ ดร. สุรินทร์  ภู่ขจรเป็นงานบุกเบิกด้านชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดีที่เป็นระบบในเมืองไทย  ทำให้มีการค้นคว้าในเรื่องชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น  เช่น งานของเรไร  นัยวัฒน์  เรื่อง ทฤษฏีแนวคิดและระเบียบวิธีการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี  (๒๕๓๔) สุธีร์  วีรวรรณ  เรื่อง การศึกษาเปรียบเทียบชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีเกี่ยวกับการทำเกลือโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (๒๕๓๗) อุดมลักษณ์  ฮุ่นตระกูล  เรื่อง การศึกษาชาติพันธุ์วิทยา: ปัจจัยการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชนบนที่สูงในเขต อ. ปางมะผ้า  จังหวัดแม่ฮ่องสอน (๒๕๔๑)  เป็นต้น  ต่อมาเมื่อภาควิชาโบราณคดี  คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร  จัดการเรียนการสอนระดับปริญญาโท    หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๓๔  มีรายวิชาชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดีเป็นวิชาเลือกในหลักสูตร  และมีวิทยานิพนธ์ของสุรีย์รัตน์ บุบผาเรื่อง การศึกษาชาติพันธุ์วรรณาทางโบราณคดีเกี่ยวกับระบบนิเวศของภาชนะดินเผาที่บ้านหัวบึง จังหวัดขอนแก่น  (๒๕๔๑)  เพียงเล่มเดียวที่เกี่ยวกับชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี   นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของอุดมลักษณ์  ฮุ่นตระกูล  เรื่อง การศึกษาชาติพันธุ์วรรณนาทางโบราณคดีของกลุ่มคนบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ซึ่งเป็นโครงการย่อยในโครงการโบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า  จังหวัดแม่ฮ่องสอน (๒๕๔๙)

อย่างไรก็ดี  จากการประเมินสถานภาพของการทำงานชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีในข้างต้น  ผู้เขียนเห็นว่างานด้านนี้ยังไม่ได้รับความสนใจจากนักโบราณคดีไทยมากเท่าที่ควร  อาจจะเป็นเพราะลักษณะธรรมชาติของวิชาและวิธีการศึกษายังไม่ได้มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวางในรูปแบบของหนังสือและตำรา  ประกอบกับนักโบราณคดีต้องการทำงานที่เกี่ยวข้องกับหลักฐานทางโบราณคดีโดยตรงมากกว่าการเก็บข้อมูลจากกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเป็นงานของนักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม

        ๒.  สถานภาพการศึกษาเรื่อง “คนไทย”

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ไทยโดยนักโบราณคดี  ผู้เขียนประเมินเฉพาะที่เป็นงานวิจัยเท่านั้น   มีอยู่ ๒ ชุดคือชุดแรกผลงานที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยการศึกษาเปรียบเทียบวัฒนธรรมประเพณีไทย-จ้วง ที่ดำเนินงานโดยมหาวิทยาลัยศิลปากร ในช่วงปีทศวรรษ ๒๕๓๐ (มหาวิทยาลัยศิลปากรและสถาบันวิจัยชนชาติส่วนน้อยในกวางสี ๒๕๓๙) และชุดที่สองงานของรองศาสตราจารย์ดร. รัศมี  ชูทรงเดช  และดร. อมรา  ศรีสุชาติ (๒๕๔๑)

ชุดที่หนึ่ง มีผู้วิจัยหลายระยะ  งานค้นคว้าเรื่องคนไทย และจ้วงที่สำคัญได้แก่สุจิตต์  วงษ์เทศ (๒๕๓๐, ๒๕๓๗)  ศึกษาเปรียบเทียบกลองมโหระทึกสำริดที่มีรูปกบประดับ  และภาพเขียนสี  สันนิษฐานว่าคนจ้วงคือคนไทยที่มีพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์  เพราะกลองสำริดที่ชาวจ้วงยังใช้อยู่ในปัจจุบันมีใช้มาแล้วตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์  หลักฐานทางโบราณคดีพบกระจายในมลฑลยูนนาน  กวางสี  ลุ่มแม่น้ำแดงของเวียดนาม  ประเทศไทย  ลาว  และอินโดนีเซีย  แสดงว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผู้คนมีการติดต่อกันไปมา  และมีการรับ-ส่งวัฒนธรรมกันตั้งแต่เมื่อประมาณ ๓๐๐๐ ปีมาแล้วทั้งเส้นทางบกและทางทะเล      ส่วนภาพเขียนสี  สุจิตต์เปรียบเทียบระหว่างผาลายในเมืองจ้วง กวางสี  กับภาพคนตกแต่งเครื่องประดับขนนกบนหัวที่ถ้ำผาแดง  ภาพขบวนแห่ประโคมตีกลองมโหระทึก  จากถ้ำตาด้วง  จังหวัดกาญจนบุรี  และภาพคนที่ทำท่ากางแขนกางขาจากเขาปลาร้า  จังหวัดอุทัยธานี   นอกจากนี้สุจิตต์ยังได้ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติและการทำกลองมโหระทึกของชาวจ้วงไว้อย่างละเอียด  ซึ่งเป็นข้อมูลที่เพิ่มเติมจากงานของอาจารย์ชิน

ศรีศักร วัลลิโภดมและปราณี  วงษ์เทศ (๒๕๓๖)  เขียนหนังสือเรื่อง จ้วง: พี่น้องเผ่าไทยเก่าแก่ที่สุด  โดยรวบรวมข้อมูลภาคสนามจากคนจ้วงที่กวางสี  ประเทศจีน  เชื่อว่าคนจ้วงกับคนที่อยู่ในประเทศไทยมีความสัมพันธ์กันไม่น้อยกว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว  โดยศึกษาเปรียบเทียบหลักฐานทางโบราณคดีประเภทกลองมโหระทึกสำริด  สันนิษฐานว่าวัฒนธรรมจ้วงโบราณสัมพันธ์กับวัฒนธรรมในยุคสำริดและเหล็กในประเทศไทย

รองศาสตราจารย์สุรพล  นาถะพินธุ เป็นงานการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องโลหกรรมโดยสุรพล    นาถะพินธุ (สัมภาษณ์ส่วนบุคคล ๒๕๕๕)  ที่เปรียบเทียบหลักฐานทางโบราณคดีประเภทโลหะของไทยกับกลุ่มชาติพันธุ์จ้วงในมลฑลกวางซี  ประเทศจีน  ได้แก่โบราณวัตถุประเภทกลองมโหระทึกสำริด  และโบราณวัตถุประเภทเครื่องใช้สำริดเช่น หอก  กระดิ่ง  เป็นต้น  แต่ลักษณะงานชิ้นนี้ไม่ได้เป็นงานชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีที่ศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมของกลุ่มคนจ้วงอย่างมีระบบดั่งเช่นงานของสุรินทร์ ภู่ขจร  เพียงแต่ทำการเปรียบเทียบโบราณวัตถุเท่านั้น

ส่วนชุดที่สอง  เป็นงานวิจัยเอกสารโดยรัศมี  ชูทรงเดชและอมรา  ศรีสุชาติ (๒๕๔๑) เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยโครงการประมวลองค์ความรู้เรื่องการประเมินสถานภาพไทศึกษา ด้านโบราณคดี  ดำเนินงานระหว่างพ.ศ. ๒๕๔๐-๔๑  ผู้วิจัยประเมินเอกสาร  สิ่งพิมพ์ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในขอบเขตพื้นที่ ๔ เขตที่ประกอบด้วยเขตที่ ๑ เป็นประเทศไทยปัจจุบัน  เขตที่ ๒  เป็นเขตภูมิศาสตร์ภาษาไท (พื้นที่ที่พบการพูดภาษาไททั้งหมด)  เขตที่ ๓ เป็นเขตใต้ประเทศไทยลงไปถึงกลุ่มหมู่เกาในประเทศมาเลเซีย  อินโดนีเซีย  บรูไน  ฟิลิปปินส์  และเขตพื้นที่ ๔  ครอบคลุมตอนบนที่ติดต่อกับประเทศไทยปัจจุบันและกับเขตภูมิศาสตร์ภาษาไท  ได้แก่จีน  เวียดนาม  ลาว  กัมพูชา พม่า ผู้วิจัยได้ข้อสรุปว่าไม่มีนักโบราณคดีไทยและต่างชาติที่ศึกษาเรื่องไทศีกษาด้านโบราณคดีอย่างลุ่มลึก  และยังไม่มีการดำเนินงานวิจัยตามขั้นตอนทางโบราณคดีหรือตั้งโจทย์วิจัยที่ชัดเจน   ผู้วิจัยได้สรุปแนวคิดทฤษฏีเรื่องไทจากเอกสารมี ๔ แนวคิด คือ ๑) การแพร่กระจายทางวัฒนธรรมและประชากร  เนื่องจากการอพยพเคลื่อนย้ายจากเหนือลงใต้  ๒) การแพร่กระจายทางวัฒนธรรมและประชากร  เนื่องจากการอพยพเคลื่อนย้ายจากตะวันตกไปตะวันออก  ๓) การปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมระหว่างภาคพื้นทวีปและหมู่เกาะเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  มีการให้และการรับวัฒนธรรมต่อกัน  และ ๔) การสร้างสรรค์วัฒนธรรมขึ้นเองของกลุ่มชนที่ถือกำเนิดบนแผ่นดินในเขตพื้นที่นั้นๆ ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์แล้วสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน   หลักฐานทางโบราณคดีที่ถูกใช้อ้างอิงเพื่อวิเคราะห์ตีความให้ความหมายต่อไทศึกษา  ประกอบด้วย ๑) ชาติพันธุ์จากโครงกระดูกแบบมองโกลอยด์ (ใต้)  ๒) รูปแบบการฝังศพในหม้อ/ไห ๓) พิธีกรรมการขัดฟันและถอนฟันหน้า ๔) ขวานหินมีบ่า  ๕) หม้อสามขา  ๖) ลวดลายแบบส่าหูนห์-คาลานายบนภาชนะดินเผาและเครื่องประดับสำริด  ๗) ศิลปะถ้ำ  ๘) กลองมโหระทึกสำริด  ๙) หินทุบเปลือกไม้เพื่อทำผ้า  และ ๑๐) ตุ้มหูแบบลิง-ลิง-โอ   อย่างไรก็ดี  ผู้วิจัยมีข้อสรุปว่าหลักฐานทางโบราณคดีปัจจุบันยังไม่หนักแน่นพอที่จะเป็นเครื่องบ่งชี้วัฒนธรรมร่วมของกลุ่ม “คนไท”  เนื่องจากขาดหลักฐานทางโบราณคดีในเขตภูมิศาสตร์ภาษาไท  และมิติเวลาควรย้อนลงไปถึง ๔๐๐๐ ปี  โดยอาศัยการประเมินหลักฐานประวัติศาสตร์ภาษาศาสตร์ของตระกูลภาษาออสโตรเอเซียติกและออสโตรนีเซียนที่สันนิษฐานว่ามีการเคลื่อนย้ายจากกลุ่มคนมาจากทางเหนือเมื่อประมาณ ๔๐๐๐ ปีมาแล้ว

        นอกจากนี้ มีงานค้นคว้าโดยนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักฐานทางโบราณคดีกับกลุ่ม “คนไท”  คือศาสตราจารย์พิเศษชลธิรา  สัตยาวัฒนา

งานวิจัยของศาสตราจารย์พิเศษชลธิรา สัตยาวัฒนา เรื่อง ประวัติศาสตร์ไป่เยว่: การสืบสานเชิงมานุษยวิทยา (๒๕๔๔)  เป็นงานที่ผู้วิจัยสนใจเกี่ยวกับความเป็นมาของชนชาติไทย  อาจารย์สันนิษฐานว่า ไป่เยว่ หรือคนป่าร้อยเผ่าที่อยู่ในตอนใต้ของจีน  อาจจะเป็นบรรพบุรุษของชนชาติไท หลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นส่วนหนึ่งในหลักฐานหลายประเภทแสดงถึงราก/จุดร่วมทางวัฒนธรรมที่มีรากฐานจากจุดกำเนิดเดียวกันและส่งทอดอิทธิพลทางวัฒนธรรมให้แก่กัน คือกลองมโหระทึกสำริด เพราะกลองมโหระทึกเป็นเครื่องดนตรีไทยโบราณที่ใช้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน (ชลธิรา สัตยาวัฒนา ๒๕๔๔: ๑๒๔)

ข้อมูลที่เสนอมาในข้างต้น  แสดงให้เห็นว่ามีการขยายพรมแดนของความรู้จากงานค้นคว้าด้านชาติพันธุ์วิทยาและคนไทยจากงานของศาสตราจารย์ชิน  อยู่ดี  ทั้งในด้านการพัฒนาเครื่องมือในการศึกษาที่นอกเหนือกว่าการเปรียบเทียบข้อมูลชาติพันธุ์  โดยการใช้วิธีชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดีในการสร้างโมเดลและตีความหลักฐานทางโบราณคดี  และมีองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับคนไทยทั้งข้อมูลชาติพันธุ์และหลักฐานทางโบราณคดี  ข้อเขียนของอาจารย์ชินเรื่องหลักฐานทางโบราณคดีที่ใช้เป็นลักษณะร่วมของวัฒนธรรมของคนไทคือกลองมโหระทึก  ยังเป็นสิ่งที่ทันสมัยอยู่  และมีใช้ภาพเขียนสีที่พบในมลฑลกวางซี  จีนตอนใต้  และประเทศไทยเป็นหลักฐานใหม่  ข้อสันนิษฐานว่ากลุ่มคนที่มีความใกล้ชิดกับคนไทอาจจะมีบรรพบุรุษเดียวกัน คือจ้วง   ก็ยังเป็นข้อมูลที่ไม่แตกต่างจากที่อาจารย์ชินได้เสนอไว้  มีข้อสันนิษฐานเพิ่มเติมคือไป่เยว่  นอกจากนี้เพดานของเวลาในการศึกษาเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมของจีนตอนใต้ กับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เป็น ๔๐๐๐ ปี

บทสรุป

        งานค้นคว้าทางด้านชาติพันธุ์วิทยาของศาสตราจารย์ชิน  อยู่ดี  เป็นงานบุกเบิกที่นักโบราณคดีไทยทำการศึกษานำร่องกลุ่มชาติพันธุ์ไทยและกลุ่มชาติพันธุ์นอกประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับคนไท  เพื่ออธิบายที่มาของ “คนไท” ปัจจุบัน  แม้ว่าในผลการศึกษาเรื่องคนชองที่จันทบุรีเท่านั้นเป็นการศึกษาเบื้องต้น เนื่องจากขณะออกสำรวจไม่ได้เก็บข้อมูลอย่างละเอียด  แต่บทความนี้และบทแปลสองบทเกี่ยวกับคนชวงและคนไทในประเทศจีน กระตุ้นให้เกิดความสนใจในหมู่ของนักวิชาการและผู้สนใจในเรื่องคนไท   ขณะที่กระแสความสนใจในเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ไทยได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในหมู่นักประวัติศาสตร์ (เช่น กาญจนี  ละอองศรี ๒๕๒๘, ขจร  สุขพานิช ๒๕๒๕, รัตนาพร  เศรษฐกุลและเบ็ญจา  อ่อนท้วม ๒๕๓๖) นักมานุษยวิทยา (เช่น    สุมิตร  ปิติพัฒน์และเสมอชัย  พูลสุวรรณ ๒๕๕๓) และนักภาษาศาสตร์ (เช่นสมพงศ์  วิทยศักดิ์พันธุ์ ๒๕๔๑)    แต่ไม่มีนักโบราณคดีไทยสนใจศึกษาเรื่อง “คนไท” อย่างจริงจังเลย  อาจเป็นเพราะนักโบราณคดีส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับหลักฐานทางโบราณคดี  เพื่อศึกษารูปแบบของโบราณวัตถุ  ลักษณะของวัฒนธรรม  และจัดลำดับยุคสมัยที่ตนเองสนใจ   และไม่พยายามเชื่อมโยงกับเชื้อชาติ  เพราะยากที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติและโบราณวัตถุ-สถาน (เช่น กรมศิลปากร ๒๕๓๑, พิสิฐ  เจริญวงศ์ ๒๕๒๕, สินชัย  กระบวนแสง ๒๕๒๐, สุรพล  นาถะพินธุ ๒๕๕๐)    นอกจากนี้การศึกษาเกี่ยวกับชาติพันธุ์ไท  กับโบราณคดีนั้นดูจะเป็นปัญหาเชิงมานุษยวิทยาโบราณคดี  อันมิใช่แนวทางหลักของการศึกษาโบราณคดีในประเทศไทย (รัศมี  ชูทรงเดชและอมรา  ศรีสุชาติ ๒๕๔๑: ๖๘-๗๒)

อย่างไรก็ดี  การตรวจสอบประเด็นเรื่อง “คนไท”  จากหลักฐานทางโบราณคดี  ควรจะต้องตั้งประเด็นคำถามวิจัยที่ชัดเจนใช้ข้อมูลจากสหวิทยาการเช่น ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์  พันธุศาสตร์ มานุษยวิทยา เป็นต้น  เพื่อกำหนดลักษณะทางวัฒนธรรมร่วมของจีนตอนใต้กับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  ว่าจะเป็นโบราณวัตถุประเภทใดบ้างที่นอกเหนือจากกลองมโหระทึกสำริด  จำเป็นต้องวิเคราะห์และสังเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดีทุกประเภทและแยกให้เห็นชัดเจนว่าหลักฐานใดบ้างเป็นวัฒนธรรมร่วมของกลุ่มคนที่มีความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์และภาษาที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และจีนตอนใต้  และหลักฐานใดที่พอจะมีข้อมูลที่ระบุได้ว่าเป็นเครื่องบ่งชี้วัฒนธรรมเฉพาะที่มีร่วมกันของกลุ่มชน “ไท” รวมทั้งการนำเอาวัฒนธรรมด้านอักษร-ภาษาที่เป็นศิลาจารึกมาประกอบกับหลักฐานทางโบราณคดี  และควรมีการทำงานวิจัยทางด้านชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีอย่างจริงจัง  เพราะเป็นการศึกษาเปรียบเทียบที่ช่วยในการคาดการณ์และตีความหลักฐานทางโบราณคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 หมายเหตุ        ภายใต้เงื่อนไขของเวลาที่จำกัด  ผู้เขียนตระหนักว่ามีงานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเรื่องคนไท และไทศึกษาจำนวนมาก  ในที่นี้คัดเลือกมาเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับบทความของศาสตราจารย์ชิน  อยู่ดีเท่านั้น  หากมีข้อบกพร่องประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้

 

 บรรณานุกรม

กัญญา  ลีลาลัย

๒๕๔๔            ประวัติศาสตร์ชนชาติไท.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนพลัพพิชชิ่ง.

กาญจนี  ละอองศรี

๒๕๒๘            ถิ่นกำเนิดคนไทย.  กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์.

ขจร  สุขพานิช

๒๕๒๕            ปัญหาประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย.  กรุงเทพฯ: แสงรุ้งการพิมพ์.

ชิน  อยู่ดี

๒๕๑๐            สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย. พระนคร: ศิวพร.

๒๕๑๑ก          เรื่องมูลกำเนิดคนชวง.  นิตยสารศิลปากร ปีที่ ๑๒  เล่ม ๒.

๒๕๑๑ข          มูลกำเนิดคนไทย.  นิตยสารศิลปากร ปีที่ ๑๒  เล่ม ๔.

๒๕๑๒            คนก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา.

๒๕๒๙            ชิน  อยู่ดี: บิดาแห่งวิชาก่อนประวัติศาสตร์ไทย. พิมพ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี  วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๙. สมศักดิ์ รัตนกุลและคณะ (คณะบรรณาธิการ).  กรุงเทพฯ: พิฆเณศ.

ชนัญ  วงศ์วิภาค

๒๕๓๐            ชาวน่าน: คนหมู่มาก  และคนกลุ่มน้อย ในเมืองน่าน.  กรมศิลปากรจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน  วันที่ ๑๔  สิงหาคม ๒๕๓๐. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง.

ชลธิรา  สัตยาวัฒนา

๒๕๔๔            สืบสานประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมไป่เยว่: การศึกษาเชิงมานุษยวิทยา.กรุงเทพฯ : ธีระการพิมพ์.

ธีระพันธุ์  เหลืองทองคำ

๒๕๔๑            รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการประมวลความรู้เรื่องสถานภาพไทศึกษา.  เสนอต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

ประเสริฐ  ณ นคร

๒๕๓๐            ประวัติศาสตร์ก่อนไทยเข้ามาในเอเชียอาคเนย์. ในสุจิตต์  วงษ์เทศ, คนไทยอยู่ที่ไหนบ้าง.  กรุงเทพฯ :

พิสิฐ  เจริญวงศ์

๒๕๒๕            “ชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย,” ใน ลักษณะไทย เล่ม ๑,  ม.ร.ว. คึกฤทธิ์  ปราโมช (บรรณาธิการ).  กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, หน้า ๕๒ – ๑๔๐. มหาวิทยาลัยศิลปากรและสถาบันวิจัยชนชาติส่วนน้อยในกวางสี

๒๕๓๙            โครงการวิจัยวิจัยเรื่องเปรียบเทียบวัฒนธรรมประเพณีไทย-จ้วง.  กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศิลปากร.

เมธินี  จิระวัฒนา

๒๕๔๖            กลองมโหระทึกในประเทศไทย.  กรุงเทพฯ: อาทิตย์ โพรดักส์  กรุ๊ป.

รัตนาพร  เศรษฐกุลและเบ็ญจา  อ่อนท้วม

๒๕๓๖            จ้วง-ไท-/ไทย  สายใยแห่งวัฒนธรรม.

รัศมี  ชูทรงเดช  และอมรา  ศรีสุชาติ

๒๕๔๑            รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการประมวลองค์ความรู้เรื่องการประเมินสถานภาพไท

ศึกษา  ด้านโบราณคดี.  เสนอต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและสถาบันไทยศึกษา  จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.

เรไร  นัยวัฒน์

๒๕๓๔            ทฤษฏีแนวคิดและระเบียบวิธีการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี.  สารนิพนธ์ระดับศิลปศาสตรบัณฑิต  เสนอต่อภาควิชาโบราณคดี  คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ศรีศักร  วัลลิโภดม และปราณี  วงษ์เทศ

๒๕๓๖            จ้วง: พี่น้องเผ่าไทยเก่าแก่ที่สุด.  กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ศรีศักร  วัลลิโภดม  และสุจิตต์  วงษ์เทศ

๒๕๓๔            ไทยน้อย  ไทยใหญ่  ไทยสยาม.  กรุงเทพฯ: พริ้นเตอร์  เซ็นเตอร์  จำกัด.

สมพงศ์  วิทยศักดิ์พันธุ์

๒๕๔๑            รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการประมวลองค์ความรู้ เรื่อง การประเมินสถานภาพไทยศึกษา: ภาษาและภาษาศาสตร์.  เสนอต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

สุจิตต์  วงษ์เทศ

๒๕๓๐            คนไทยอยู่ที่ไหนบ้าง.   กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เรือนแก้ว.

สุจิตต์  วงษ์เทศ (บรรณาธิการ)

๒๕๒๙            คนไทยอยู่ที่นี่.    กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เรือนแก้ว.

๒๕๓๗            คนไทยอยู่ที่นี่  อยู่ที่อุษาคเนย์,   กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เรือนแก้ว.

สุด  แสงวิเชียร

๒๕๒๖            ปัญหาการเคลื่อนย้ายชองคนไทย.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เรือนแก้ว.

สุธี  วีรวรรณ

๒๕๓๗            การศึกษาเปรียบเทียบชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีเกี่ยวกับการทำเกลือโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.       สารนิพนธ์ระดับศิลปศาสตรบัณฑิต  เสนอต่อภาควิชาโบราณคดี  คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร.

สุมิตร  ปิติพัฒน์ และเสมอชัย  พูลสุวรรณ

๒๕๔๓            “ไท”และ “จ้วง” ในมลฑลยูนนาน  สาธารณรัฐประชาชนจีน: บทวิเคราะห์จากข้อมูลภาคสนาม.  กรุงเทพฯ: ส่องศยาม.

สุรพล  นาถะพินธุ

๒๕๕๕            สัมภาษณ์ส่วนบุคคลเรื่องงานวิจัยไทย-จ้วง.  วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕.

๒๕๕๐            รากเหง้าบรรพชนคนไทย: พัฒนาการทางวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์.   กรุงเทพฯ: มติชน.

สุรินทร์  ภู่ขจร

๒๕๓๑            ผลการวิเคราะห์กลุ่มสังคมล่าสัตว์: ชนกลุ่มน้อยเผ่า “ผีตองเหลือง” ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง.

สุรินทร์  ภู่ขจรและคณะ

๒๕๓๔            รายงานเบื้องต้นการขุดค้นที่ถ้ำหมอเขียว  จังหวัดกระบี่, ถ้ำซาไก  จังหวัดตรัง  และการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีชนกลุ่มน้อยเผ่าซาไก จังหวัดตรัง.  เล่มที่ 1 ประจำปี ๒๕๓๔.  เอกสารโรเนียว.

สุรีย์รัตน์ บุบผา

๒๕๔๔            การศึกษาชาติพันธุ์วรรณนาทางโบราณคดีเกี่ยวกับระบบนิเวศของภาชนะดินเผาที่บ้านหัวบึง จังหวัดขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยก่อน-ประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.

อุดมลักษณ์  ฮุ่นตระกูล

๒๕๔๑            การศึกษาชาติพันธุ์วิทยา: ปัจจัยการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชนบนที่สูงในเขต อ. ปางมะผ้า  จังหวัดแม่ฮ่องสอน.  สารนิพนธ์ระดับศิลปศาสตรบัณฑิต  เสนอต่อภาควิชาโบราณคดี  คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร.

๒๕๔๙            การศึกษาชาติพันธุ์วรรณนาทางโบราณคดีของกลุ่มคนบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ซึ่งเป็นโครงการย่อยในโครงการโบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า  จังหวัดแม่ฮ่องสอน (๒๕๔๙)

Binford, L.

1978            Nunamiut Ethnoarchaeology.  New York: Academic Press.

Rewfrew, C. and P. Bahn

2012              Archaeology: Theories, Methods and Practice.  Sixth Edition. New York: Thames and Hudson.

 


[1] รองศาสตราจารย์  ประจำภาควิชาโบราณคดี  คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  อีเมล์: rasmi@su.ac.th  บทความนี้นำเสนอในงานสัมมนา “๑๐๐ ปี ศาสตราจารย์ชิน  อยู่ดี  บูรพาจารย์แห่งโบราณคดีไทย”  วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕  หัวข้อเรื่อง ” ชาติพันธุ์วิทยาโบราณคดีกับการสืบหาเชื้อสายกลุ่มคนไท”