โบราณคดี – คอลัมน์พิเศษจากศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร

โบราณคดี – คอลัมน์พิเศษจากศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร

เราต้องกลับมาวิพากษ์ตัวเองอย่างสร้างสรรค์ บทสัมภาษณ์ รศ. ดร.รัศมี ชูทรงเดช คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

รศ. ดร.รัศมี ชูทรงเดช อาจารย์ประจำภาควิชาโบราณคดี โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  คือหนึ่งในนักโบราณคดี หัวก้าวหน้าของวงวิชาการโบราณคดีไทย ผู้เชื่อมั่นในแนวคิด “โบราณคดี คือสหวิทยาการ” ทต้องอาศัยความร่วมมือจากศาสตร์สาขาอื่นรวมทั้ง ความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนโบราณคดีสู่สาธารณะ ทำให้โบราณคดี เป็นเรื่องใกล้ตัว ผ่านเว็บไซต์  www.rasmishoocongdej.com

จดหมายข่าวศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ ได้รับเกียรติเป็นอย่าง สูงจาก รศ. ดร.รัศมี ชูทรงเดช  มาสะท้อนมุมมองต่อแวดวงโบราณคดี ในประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

rasmi-2

หากจะต้องสื่อสารกับสาธารณชนให้เข้าใจว่าโบราณคดีคืออะไร อาจารย์จะอธิบายอย่างไรให้สั้นและกระชับที่สุด

ในทัศนะของตัวเอง โบราณคดีก็คือ การศึกษาเรื่องของคน และวัฒนธรรม จากวัตถุทางวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่แค่การศึกษาสังคม เฉพาะเรื่องในอดีต แต่ต้องศึกษาปัจจุบันด้วย เพราะการศึกษาข้อมูล ปัจจุบันจะช่วยให้เราสามารถเปรียบเทียบ และอธิบายได้ว่าในอดีต นั้นเกิดอะไรขึ้น

โบราณคดีในประเทศไทยมีความเป็นมาอย่างไร

ในช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เกิดการยึดครองดินแดนตางๆ โดยเจาอาณานิคมของกฤษ และฝรั่งเศส เพราะฉะนั้นสิ่งที่ประเทศไทยต้องทำในตอนนั้นก็คือ การแสดงให้เห็นว่าเราเป็นประเทศที่มีอารยธรรม มีประวัติศาสตร์ ที่ยาวนาน ไม่ใช่ประเทศที่เพิ่งตั้ง คำว่า โบราณคดี ซึ่งแปลมาจาก คำว่า archaeology ในภาษาอังกฤษจึงเกิดขึ้นในตอนนั้น แต่ถ้าถามว่าแนวคิดในการศึกษาของเก่าของคนไทยมีมานานหรือยัง มันน่าจะมีมานานก่อนที่จะมีคำว่าโบราณคดีเกิดขึ้น แต่มันอาจจะอยู่ ในรูปแบบที่เราเรียกว่า พงศาวดาร หรือว่าตำนาน หรืออื่นๆ แต่ถ้า โบราณคดีในฐานะที่เป็นศาสตร์สมัยใหม่ ที่มีการฝึกคนให้ทำงานโบราณคดี น่าจะเกิดขึ้นตอนที่ตั้งคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรประมาณสักเกือบ 60 ปีที่ผ่านมา ไล่เลี่ยกับการก่อตั้งกรมศิลปากร

โบราณคดีเรียนเกี่ยวกับอะไร และมีกระบวนการในการเรียนการสอน อย่างไรที่จะฝึกคนให้เป็นนักโบราณคดี

การเรียนการสอนโบราณคดีในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศ บ่งออกได้เป็น 3 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นองค์ความรู้พื้นฐาน เช่น ไทย ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการเกิดเป็นรัฐต่างๆ กว่าที่จะมาเป็นรัฐไทยมันมีความเป็นมาอย่างไร อยู่ที่ไหน ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างไร อันนั้นก็คือ ส่วนขององค์ความรู้พื้นฐาน

ส่วนที่สอง เป็นการเรียนเกี่ยวกับเรื่องของแนวคิดทฤษฎี รียนเกี่ยวกับเรื่องของธรณีสัณฐาน วิธีการศึกษา anatomy (กายวิภาคศาสตร์) เช่น ว่าร่างกายของคนประกอบด้วยอะไร นั่นเป็นทฤษฎีระดับย่อยลงมา ส่วนที่สาม เป็นการเรียนเกี่ยวกับเทคนิคหรือวิธีการรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์หลักฐาน ซึ่งโบราณคดีจะมี
วิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่แตกต่างจากศาสตร์อื่นๆ คือ จะมีการสำรวจและการขุดค้น ซึ่งเป็นเทคนิควิธีเฉพาะของโบราณคดีซึ่งนักศึกษาโบราณคดีในระดับชั้นปีที่ 1, 2, 3 จะต้องมีความรู้ในเรื่องของการสำรวจขุดค้นเป็นพื้นฐาน ส่วนในเรื่องของการวิเคราะห์หลักฐาน นักศึกษาอาจจะต้องเรียนวิชา เช่น วิทยาศาสตร์โบราณคดี ในเรื่องของการกำหนดอายุ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) การวิเคราะห์ส่วนประกอบของภาชนะดินเผา การวิเคราะห์กระดูกสัตว์ นักศึกษาจะต้องเรียนเทคนิคเพื่อจะมีความรู้ว่า ถ้าเราจะต้องไปวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดี คุณจะวิเคราะห์อย่างไร คุณอาจจะไม่ใช่ผู้ชำนาญ แต่ว่าคุณจะต้องมีความรู้

ส่วนสุดท้าย ก็คือส่วนของการประยุกต์ เช่น การจัดการมรดก วัฒนธรรมหรือการจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่รวมถึงเรื่องของ การอนุรักษ์ การจัดทำพิพิธภัณฑ์ การให้การศึกษา อันนี้จะอยู่ในส่วนของการประยุกต์ เพราะฉะนั้นสถานภาพของหลักสูตรโบราณคดีในประเทศไทยในปัจจุบัน นักศึกษาปริญญาตรีจะได้เรียนรู้กว้าง
แบบนี้ พอเข้ามาสู่ขั้นสูงในระดับปริญญาโทก็จะเป็นแบบเดียวกันแต่จะลงลึกมากขึ้น ในส่วนที่เป็นความชำนาญของอาจารย์ ส่วนที่เป็นยุคสมัยช่วงเวลาเฉพาะ หรือลงในประเด็นการศึกษาที่ลึกซึ้งขึ้นแต่สำหรับปริญญาตรีจะให้ความรู้แบบกว้างๆ ซึ่งนักศึกษาจะรู้ได้ว่าความสนใจของตัวเองอยู่ตรงไหนประมาณปี 3 ปี 4 เมื่อได้ทำการศึกษาเฉพาะบุคคลที่เราเรียกว่า thesis (วิทยานิพนธ์) ถ้าคนไหนชอบแนวประยุกต์ก็อาจจะท�าเรื่องของการจัดการแต่ก็เกี่ยวข้องกับโบราณคดี

“ในประเทศไทยยังให้ความสนใจกับเรื่องของแนวคิดทฤษฎีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเน้นการนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาดูว่าเรามีข้อสมมติฐาน อะไรบ้าง
ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าตรงนี้คือจุดอ่อนที่สำคัญว่า ทำไมงานโบราณคดีไทยจึงยังไม่สามารถจะเขียนภาพรวมของประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ได้”

ทุกวันนี้ วงวิชาการด้านมนุษยศาสตร์หรือสังคมศาสตร์สาขาอื่นๆ มีความเคลื่อนไหวในเชิงแนวคิดทฤษฎีอยู่เสมอ แล้ววิชาโบราณคดเอง มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านแนวคิด ทฤษฎีมากน้อยแค่ไหน

ถ้าเป็นระดับสากลก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามกระแส และบริบทของสังคมว่าเกิดอะไรขึ้น เช่น ในต่างประเทศมีการใช้ กระบวนทัศน์แบบที่เราเรียกว่าโพสต์โมเดิร์นเข้ามาตีความในงานโบราณคดีก็ไม่ได้น้อยหน้าก็มี postprocessual archaeology (โบราณคดีหลังกระบวนการ) ในการอธิบายปรากฎการณ์ทางสังคม และวัฒนธรรมในอดีต โดยที่วิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี

แต่ถ้าถามว่าโบราณคดีในประเทศไทยมีการเปลยนแปลงหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแปลงในเชิงเทคนิค มันมีในเชิงข้อมูลใหม่ แต่ในประเทศไทยยังให้ความสนใจกับเรื่องของแนวคิดทฤษฎีน้อยมากจากงานที่เห็น งานส่วนใหญ่จะเป็นงานที่เน้นการสร้างความรู้ในแบบที่น�าเอาข้อมูลเชิงประจักษ์มาดูว่าเรามี ข้อสมมติฐานอะไรบ้าง ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าตรงนี้คือจุดอ่อนที่สำคัญว่า ทำไมงานโบราณคดีไทยจึงยังไม่สามารถจะเขียนภาพรวมของประวัติศาสตร์หรือของเรื่องราวอย่างก่อนประวัติศาสตร์ได้ ทำไมถึงเป็น ชาร์ลส์ ไฮแอม (Charles Higham) ที่จะต้องเป็นคนเขียนหรือปีเตอร์ เบลล์วูด (Peter Bellwood) หรือเอียน โกลฟเวอร์ (Ian Glover) ทำไมจึงไม่ใช่นักโบราณคดีไทย ส่วนหนึ่งก็คือว่ามันขาดฐานคิดอะไรบางอย่างที่จะอธิบายการเปลี่ยนแปลง มันยังมีความจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องมีแนวคิดทฤษฎี

ทีนี้ถามว่า แล้วนักโบราณคดีคนอื่นเขาคิดอย่างไร นัก โบราณคดีบางคนก็มองว่า แนวคิดทฤษฎีเป็นของฝรั่งเราไม่ควรเอามาใช้ อันนั้นเห็นด้วย แต่ในมุมหนึ่งถ้าเราบอกว่าโบราณคดีนี่มันเป็น interdisciplinary (สหวิทยาการ) หรือใช้ศัพท์อะไรแบบนี้ เราก็ต้องยอมรับว่าจุดเริ่มต้นมันมาจากฝรั่ง ถ้าเราเข้าใจทฤษฎีอย่างถ่องแท้
เข้าใจมันจริงๆ เราจะรู้ว่าทฤษฎีมันเปลี่ยนแปลงได้ เราจะมองบริบทของเราได้ และเราสามารถจะเป็นผู้สร้างทฤษฎีเองได้ เราไม่ได้บอกว่าทฤษฎีมันจะต้องนำไปสู่ข้อสรุปทเหมือนกัน เพียงแต่เราสามารถเอามันมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ แล้วเปรียบเทียบว่ามันเหมือนและต่างกันอย่างไรได้ สมมติถ้ากรณีศึกษาของเราต่างจากแอฟริกาเราก็สามารถอธิบายได้ว่าทำไมมันถึงต่าง เราควรจะต้องมีความรู้พื้นฐานเพื่อที่จะสามารถพัฒนาความรู้ที่ได้จากตัวข้อมูลเชิงประจักษ์หรือสามารถคัดค้านกับทฤษฎีอันเดิมก็ได้ หรือเราอาจจะสร้างทฤษฎีขึ้นมาใหม่จากพื้นฐานอันเดิมก็ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะพูดได้แค่ว่าเราเจอโบราณวัตถุเยอะแยะเลย รูปร่างมันเป็นอย่างนี้ เหมือนจีนแล้วไง มันเหมือนจีนอย่างไร มันอธิบายอะไรให้เราฟัง ทำไมถึงได้เหมือน เพราะว่าคนเขาติดต่อกันหรือเปล่า หรือว่าเป็นเรื่องของการพัฒนาเครื่องมือภายใน ตัวนี้มันต้องมี concept (แนวคิด)แนวคิดเหล่านี้มันมาจากแนวคิดทฤษฎีซึ่งเป็นภาพใหญ่

ปัจจุบัน นักศึกษาบางส่วนมักจะเข้าใจว่าโบราณคดีกับข้อมูลทางด้าน ชาติพันธุ์หรือมานุษยวิทยา เป็นเรื่องที่ไม่เกยวกัน หรือแยกขาดจากกัน อย่างชัดเจน อาจารย์มองปรากฏการณ์แบบนี้อย่างไร

ไม่ใช่เฉพาะนักศึกษาหรอก แม้แต่อาจารย์หรือว่านักโบราณคดี จำนวนมากก็ยังมองไม่เห็นว่า จริงๆ แล้วชาติพันธุ์วรรณาทางโบราณคดี หรือว่าชาติพันธุ์โบราณคดี เป็นวิธีวิทยาของสำนักคิดโบราณคดี กระบวนการ (processual archaeology) หรือว่าโบราณคดีใหม่ (new archaeology) ซึ่งนักโบราณคดีกลุ่มนี้เขาเชื่อว่า โบราณคดี ก็คือมานุษยวิทยา

ในช่วงแรกๆ มีการโต้เถียงกันนะคะว่า ทำาไมเราไม่สามารถจะ อธิบายสังคมมนุษย์ได้เกินกว่าการเปรียบเทียบว่ารูปแบบอันนี้ เหมือนกับรูปแบบอันนี้
เราจะสามารถอธิบายอะไรมากกว่านั้นได้ หรือไม่ นักโบราณคดีกระบวนการจึงนำวิธีวิทยาแบบชาติพันธุ์วรรณา มาใช้ในการสร้างตัวแบบการอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ การอธิบาย ลักษณะสังคมหรือปรากฏการณ์จากหลักฐานโบราณคดีที่เราเห็น มันน่าจะเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น สมมติเกี่ยวกับความตาย หลักฐาน ที่เราเห็นก็คือ โครงกระดูกของคน ซึ่งอาจจะมีของอื่นๆ ที่วางร่วมไว้เต็มไปหมด แต่ว่าสิ่งที่เราไม่เห็นก็คือว่ามันมีพิธีกรรม มีการไว้ทุกข์ มีการทำอะไรเยอะแยะไปหมดเลยตรงนั้น โบราณคดีกระบวนการ มองว่านั่นคือสิ่งที่เป็นพลวัตที่มันหายไป แล้วนักโบราณคดีจะอธิบาย ได้อย่างไร แล้วมันมีนัย มีความหมายอย่างไรในทางสังคม เขาก็ใช้
วิธีการสังเกตการณ์กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งกลุ่มสังคม ปัจจุบันว่ามันมีอะไรที่เหมือนกันหรือเปล่า สมมติจากการศึกษาพบว่า ในทุกสังคมที่เป็นกลุ่มสังคมขนาดเล็ก ที่เคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น บุชแมน ซาไก ผีตองเหลือง พบสิ่งที่มีลักษณะร่วม แบบนี้ ทั้งๆ ที่อยู่กันคนละที่ เราก็เอาตรรกะตรงนี้มาใช้ในการอธิบาย เนื่องจากไม่มีใครที่รู้อดีต 100% แต่สิ่งที่เรานักโบราณคดีจะทำก็คือว่าการพยายามหาเครื่องมือในการอธิบายอดีตให้ได้มากที่สุด เราไม่รู้ว่ากี่เปอร์เซ็นต์
สิ่งที่เรากำลังเขียนหรือเรากำลังทำส่วนหนึ่ง ก็คือจินตนาการของเราด้วย แต่ผ่านกระบวนการที่คิดอย่างเป็นระบบ

ชาติพันธุ์วรรณาช่วยในการอธิบายตัวหลักฐานทางโบราณคดี ว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มันเป็นเพราะอะไร ทำไมถึงได้เป็นอย่างนี้ สองมันสร้างสิ่งที่เรียกว่าโมเดลหรือ ข้อสมมติฐาน ถ้าโบราณคดีเป็นวิทยาศาสตร์ ตัวคือเครื่องมือในการสร้างข้อสมมติฐานในการคิดเป็นเครื่องมือทางความคิด เพราะฉะนั้นเวลาที่อาจารย์หรือนักศึกษา เห็นว่า กรณีที่ศึกษาชาติพันธุ์วรรณาไม่ใช่โบราณคดี อันนี้ไม่เห็นด้วย อย่างบางคนทเขาศึกษาเรื่องบ่อเกลือ หรือการดูว่ากระบวนการทำเกลือ เป็นอย่างไร มันจะทำให้เราเข้าใจว่า การผลิตเกลือในอดีตมันควรใช้ คนเท่าไหร่ มันใช้พื้นที่อย่างไร มันใช้ภาชนะอย่างไร มันจะต้องมี อะไรบ้าง ทีนี้พอเวลาเราไปเจอแหล่งโบราณคดี มันจะช่วยในการ ท�านายได้ด้วยว่า เราจะเจออะไรบ้าง ถ้ามันมีกิจกรรมอันนี้

มีกรณีศึกษาที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในกลุ่มที่เรียกว่าคาลินก้า(Kalinga) อันนี้เป็นโครงการระยะยาวของอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแอริโซน่า เขาศึกษาลายบนภาชนะประเภทหม้อในแต่ละครอบครัวว่ามีลายเป็นอย่างไร มีรูปทรงอย่างไร แล้วพบว่ามันมีอยู่บางลวดลายที่จะเป็นแบบเดียวกัน ซึ่งเป็นเพราะแม่ถ่ายทอดต่อให้ลูกเพราะฉะนั้นลายก็จะคล้ายๆ กัน ทีนี้ เมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งจากอีกหมู่บ้านหนึ่งแต่งงานแล้วย้ายเข้ามาอยู่บ้านนี้ เขาก็ยังต้องทำลวดลายตามแบบหม้อบ้านนี้ แต่ว่าบางส่วนมันก็มีลายที่มาจากบ้านเขา มันอธิบายให้เรารู้ว่า เวลาที่เราวิเคราะห์หม้อ อย่างหม้อบ้านเชียงหรือหม้ออะไรก็แล้วแต่ เราถูกสอนให้จัดประเภทลวดลาย แต่เราตีความหมายไม่ได้ว่า หนึ่งมันอาจจะเป็นลายที่บอกว่าช่างคือใคร เป็นช่างเฉพาะทางที่มีการถ่ายทอดหรือเปล่า สองก็คือว่าลายที่มันต่างกันมันอาจจะหมายถึงการปฏิสัมพันธ์หรือว่าการแต่งงานข้ามกลุ่มหรือเปล่า อันนี้ล่ะคือพลวัตที่ทำให้เราอธิบายอดีตได้มากขึ้น ในมิติที่มันลึกซึ้งขึ้น มากกว่าแค่บอกว่า นี่คือลายอะไร

ดาวน์โหลดเพื่ออ่านต่อ

trumb-book-rasm1download(1)

 

line
footer
Powered by Rasmi Shoocongdej Rasmi Shoocongdej, PhD Associate Professor Chair, Department of Archaeology, Faculty of Archaeology, Silpakorn University
31 Na Phralan road, Bangkok 10200 ,Thailand, Phone: 662 222 6819, Fax: 662 226 5355| Designed by Me&Destination